วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560

วิธีแก้ริมฝีปากดํา : เปลี่ยนปากดำคล้ำให้สวยใสอมชมพูได้ง่ายๆ !!


ริมฝีปากดำ

ปากดำ

สาว ๆ จำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ ทั้งที่เป็นมาตั้งแต่เกิดและที่เพิ่งเป็นในภายหลัง ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยอาจจะเกิดมาจากสาเหตุเดียวหรือหลายสาเหตุร่วมกันก็ได้ หากดูแลไม่ดีพอหรือแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ริมฝีปากก็จะยิ่งดำคล้ำลงไปมากกว่าเดิม จนบั่นทอนความงามของใบหน้าและทำให้สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง จึงทำให้เจ้าตัวต้องมองหาวิธีแก้ไขให้กลับมาสวยอีกครั้ง วันนี้เราจึงมีวิธีเด็ด ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาปากดำคล้ำให้กลับมาอมชมพูและเนียนนุ่มมาฝากกัน….แล้วคุณจะรู้ว่าปากดำ แก้ได้ไม่อยากอย่างที่คิดเลย

วิธีแก้ปากดํา

  1. หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ปากดำ โดยส่วนใหญ่แล้วสาเหตุของปากดำคล้ำมักมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเราเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเลียริมฝีปากบ่อย ๆ สูบบุหรี่เป็นประจำ ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเลยจะดีกว่าครับ ที่สำคัญก็คือคุณต้องพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ลิปสติกแท่งที่ทำให้เกิดการแพ้ ทาลิปสติกที่มีสารกันแดดทุกครั้งก่อนออกแดด ส่วนก่อนนอนก็ให้ทาลิปบำรุงให้ชุ่มชื่น งดการใช้ยาสีฟันที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เมื่อรับประทานผักผลไม้ อาหาร หรือของหวาน ก็ควรล้างริมฝีปากตามหลังทุกครั้ง ส่วนการล้างหน้าก็ให้เน้นล้างที่ริมฝีปากไปด้วยพร้อมกับเช็ดปากให้สะอาด เป็นต้น หากสังเกตว่าแพ้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปากก็ควรหยุดใช้ทันที แล้วเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่นแทนครับ
  2. ดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ แม้จะฟังดูง่ายเกินไป แต่มีผลจริงครับ เพราะการดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ โดยค่อย ๆ จิบน้ำไปเรื่อย ๆ ทีละนิดระหว่างวัน จะช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้นได้ รับรองว่าสภาพผิวและปากจะดีขึ้นอย่างแน่นอน ใครที่หน้าหมองก็จะกลับมาหน้าใส ใครที่ใต้ตาคล้ำอาการก็จะดีขึ้น และใครที่ปากดำคล้ำไม่มีชีวิตชีวาก็จะดูดีขึ้น
  3. ไม่ควรลองผิดลองถูก ไม่ว่าจะเป็นการหาซื้อยามาทาเอง แม้จะมีการโฆษณาบนสื่อโทรทัศน์ ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่า ผลเสียอาจจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือเกิดผลเสียในระยะยาวก็เป็นได้ แต่หากคุณมีอาการไม่สบายอื่น ๆ ร่วมด้วย ก็ควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจหาสาเหตุ เมื่อพบแล้วก็จะได้ทำการรักษาในแนวทางที่ถูกต้องต่อไป
  4. ใช้แปรงสีฟันเป็นตัวช่วย หลังจากแปรงฟันเสร็จแล้ว ให้คุณใช้แปรงสีฟันค่อย ๆ ถูไปมาแบบเบา ๆ บริเวณริมฝีปากทั้งบนและล่างเป็นประจำทุกวัน เพื่อเป็นการช่วยขจัดเซลล์เก่าที่ตายแล้วออกไป ให้เผยผิวใหม่ทำให้ปากดูอมชมพูมากขึ้น หลาย ๆ คนทำวิธีนี้ไม่ถึงเดือนก็เห็นผลถึงความแตกต่างแล้วครับ ส่วนสูตรเด็ดของพันทิปจะแนะนำให้แปรงไปพร้อม ๆ กับตอนแปรงฟันเลย คือแปรงฟันเสร็จแล้วก็แปรงริมฝีปากต่อทั้ง ๆ ที่ยังมียาสีฟันติดอยู่นั่นแหละ ครั้งละประมาณ 1-2 นาที โดยยาสีฟันที่ จขกท. ใช้ก็คือ ฟลูโอคารีล สูตรชาเขียว ส่วนอีกคนก็แนะนำพาโรดอนแทกซ์ครับ เพราะใช้แปรงแล้วปากดูอมชมพูขึ้น) ไปลองใช้ลองทำกันดูนะ อ้อ…แล้วอย่าลืมทาลิปมันหรือวาสลีนตามด้วยทุกครั้งนะครับ
  5. สครับริมฝีปาก คุณจะเลือกใช้สครับขัดปากที่มีขายอยู่ทั่วไป หรือจะเลือกใช้สครับขัดปากสูตรธรรมชาติก็ได้ โดยสูตรแรกนั้นให้คุณใช้น้ำผึ้ง น้ำตาล และวาสลีน อย่างละ ½ ช้อนชา นำมาผสมให้เข้ากันแล้วนำไปนวดวนให้ทั่วริมฝีปาก ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นให้ใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดออก สูตรนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ดำคล้ำออกไป ทำให้ปากกลับมามีสีแดงระเรื่อเนียนนุ่มอย่างทันตาเห็น ส่วนอีกสูตรให้ใช้ น้ำมะนาว น้ำนม และน้ำตาล อย่างละ ½ ช้อนชา นำมาผสมให้เข้ากันแล้วนำมาทาพร้อมกับนวดวนให้ทั่วปาก หรืออาจใช้สำลีชุบแล้วพอกทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีก็ได้ (ส่วนใครที่มีปากที่แผลควรหลีกเลี่ยงการใช้สูตรนี้ เพราะน้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด) โดยทั้งสองสูตรนี้ให้ทำแค่สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
  6. ทินท์ทาปาก (Tint) การทาปากโดยใช้ทินท์นั้นนอกจากจะทำให้ริมฝีปากดูสุขภาพดีราวกับเลือดฝาดตอนแรกสาวแล้ว ยังดูเหมือนไม่ได้เป็นการตั้งใจทาปากมากจนเกินไป เพราะริมฝีปากจะดูชมพูหรือแดงระเรื่อดูใส ๆ แอ๊บ ๆ ไร้เดียงสา (นึกถึงอั้ม-พัชราภาขึ้นมาทันใด) ซึ่งทินท์ในท้องตลาดก็มีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ ส่วนการใช้ก็เพียงแตะเบา ๆ เพียงนิดเดียว (ใช้เยอะไปจะดูเหมือนสก๊อยได้นะครับ) จากรีวิวนี้เป็นยี่ห้อ Mistine Magic Secret By Aum Moisture Shine Lip and Tint ราคาประมาณ 150-170 บาท แต่ถ้าใครที่มี Tint อยู่แล้ว ก็ให้ใช้ Tint ก่อนแล้วค่อยทาลิปกลอสตามบาง ๆ เพียงเท่านี้ริมฝีปากของคุณก็จะมีสีอมชมพูแล้วล่ะ


ทินท์ทาปาก

ส่วนการทาปากให้ได้แบบอั้ม-พัชราภา ก็ไม่ยากเลยครับ โดยเริ่มจากต้องลงลิปบาล์มเพื่อบำรุงริมฝีปากก่อน จากนั้นก็ซับลิปบาล์มออกเบา ๆ เพื่อไม่ให้เยิ้มจนเกินไป ในกรณีสาวคนใดที่ปากดำคล้ำแนะนำให้ทาคอนซีลเลอร์หรือบีบีครีมบาง ๆ เพื่อกลบสีปากเดิม เพื่อช่วยทำให้เห็นสีทินท์เด่นชัดขึ้น ชั้นตอนต่อมาก็ให้แบ่งริมฝีปากออกเป็น 3 ส่วน และใช้ทินท์ทาเข้าไปข้างในปาก จากนั้นหาลิปสีนู้ดป่วย ๆ มาทาทับเบลนด์สีให้กลืน (ห้ามใช้ลิปสี) จากนั้นให้ใช้ลิปกลอสหรือลิปบาล์มมาทาทับทั้งด้านบนด้านใน ^^


การทาปาก



ดินสอเขียนขอบปาก สำหรับคนที่ไม่ชอบใช้ทินท์ เพราะทำให้ปากแดงมากจนเกินไป คุณอาจใช้ดินสอเขียนขอบปากโทนสีธรรมชาติ แนะนำของ Chanel และ Bobbi Brown นำมาเขียนขอบปากเบา ๆ ให้พอเห็นสีเพียงเล็กน้อยเพื่อช่วยอำพรางขอบปากซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ปากดูคล้ำมากที่สุด แล้วจึงค่อยเติมลิปกลอสตามปกติ (ภาพ : Jeban.com by noonz)



เขียนขอบปาก


ทาลิปสติก เป็นการทำให้รอยดำคล้ำดูจางลงด้วยการทาลิปสติกที่มีส่วนผสมของเอเอชเอหรือจำพวกไวเทนนิ่งเป็นประจำ แต่หลีกเลี่ยงการใช้ลิปสติกที่มีความมันวาวมาก ๆ เพราะจะเป็นตัวดูดกลืนแสงทำให้ปากดูคล้ำมากขึ้น ส่วนรูปด้านล่างเป็นวิธีการทาลิปสติกสำหรับคนปากคล้ำครับ โดยเริ่มจากการทาคอนซีลเลอร์หรือรองพื้นที่เข้ากับสีผิวให้ทั่วริมฝีปาก จากนั้นให้เลือกลิปสีที่ชอบนำมาทาบริเวณด้านใน แต่ถ้าอยากได้ลุคสาววัยทำงานก็ทาให้ทั่วริมฝีปาก (แต่ถ้าใครกลัวว่าการทาคอนซีลเลอร์จะทำให้ทาลิปสติกได้ยากและมองไม่เห็นขอบปาก จะเปลี่ยนไปใช้ดินสอเขียนขอบปาก เขียนก่อนทาลิปสติกก็ได้)


ทาลิปสติกแก้ปากดำ


ทาลิปบาล์ม ลิปแคร์ เป็นประจำทุกวัน ยิ่งในช่วงหน้าหนาวก็ควรจะทาบ่อยขึ้น เพราะริมฝีปากมักจะแห้งแตกและลอกเป็นขุยได้ง่าย โอกาสที่จะแพ้สารต่าง ๆ ก็ยิ่งมีมากขึ้น โดยลิปบาล์มหรือลิปแคร์ที่ดีนั้นมักจะมีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปาก เช่น วิตามินอี ลาโนลิน ว่านหางจระเข้ Dumethicone ฯลฯ มีหลายยี่ห้อเลยครับที่จะแนะนำให้ลองใช้ 



ลิปเดอร์มาคลีนิก




สักปากชมพู สามารถเลือกสีได้ตามใจชอบ หลังเลือกสีแล้วช่างสักก็จะทายาชา พร้อมกับเอา Plastic Wrap มาปิดไว้ เมื่อสักไปแล้ว ช่วงแรกสีจะยังไม่เป็นแบบที่เราต้องการ ให้รอปากปรับสภาพและผลัดเซลล์ก่อน ซึ่งบางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ส่วนราคาการทำก็พอ ๆ กับการทำเลเซอร์ครับ หรืออาจแพงกว่าด้วยซ้ำ (ภาพ : pantip.com by I’m THEPUBB)



ที่มา https://medthai.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B3/




















สูตรแก้หน้าดำหายเป็นปลิดทิ้ง!!



ขอแนะนำสูตรหน้าขาวใสออร่า ในราคา 14 บาท แก้หน้าดำหายเป็นปลิดทิ้ง!! ไม่ต้องเปลืองเงินก็สวยได้! 

เรื่องความสวยความงาม เป็นสิ่งที่อยู่คู่กันกับผู้หญิง แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่หลายๆ คนต้องประสบพบเจอ คงหนีไม่พ้นเรื่องของค่าใช้จ่าย อยากงามแต่ค่าใช้จ่ายก็สูงเหลือเกิน เดือดร้อนเงินในกระเป๋า

แต่ทว่าวันนี้เรามีสูตรแก้หน้าดำขาวใสออร่าง่ายๆ เพียง 14 บาทมาฝากสาวๆ กัน ไม่ต้องเสียเงินเสียทองมากมายแถมสวยใสไม่แพ้การใช้เครื่องสำอางแพงๆ จะเด็ดซักแค่ไหน เชิญไปพบสูตรหน้าขาวสุดประหยัดกันได้เลย! 




สูตรหน้าขาวใสสูตรที่ 1 ให้เตรียมโยเกิร์ต มะเขอเทศบดหรือสับละเอียด ผงขมิ้น และน้ำมะขามเปียก นำมาผามคลุกเคล้าให้เข้ากันโดยปรับส่วนผสมได้ตามต้องการ เช่นหากส่วนผสมแห้งเกินไปก็ใส่โยเกิร์ตเพิ่ม หรือเหลวเกินไปก็เติมผงขมิ้นเพิ่มได้ นำมาพอกทั่วใบหน้าทิ้งไว้จนแห้ง แล้วจึงล้างออกให้สะอาด พอกเป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง 

สูตรหน้าขาวสูตรที่ 2 ใช้โยเกิร์ตอีกเช่นกัน แต่ให้นำโยเกิร์ต 1 ถ้วย ผสมกับเกลือป่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะคนให้เข้ากันดี แล้วนำมาชโลมให้ทั่วผิวหน้า ใช้ปลายนิ้วขัดเบาๆ ให้ทั่ว ประมาณ 5 นาที แล้วทิ้งไว้บนผิวหน้าอีก 5 นาที แล้วจึงล้างออก สูตรนี้ทำได้เดือนละครั้งค่ะ นอกจากผิวเปล่งปลั่งแล้วยังช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพอีกด้วย 





สูตรหน้าขาวใสสูตรที่ 3 ใช้โยเกิร์ตอีกเช่นเคยค่ะ โดยนำโยเกิร์ต 3 ช้อนโต๊ะผสมกับมะเขือเทศลูกเล็กๆ 2-3 ลูก ปั่นให้เข้ากันแล้วนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า 15 นาที แล้วค่อยล้างออกให้สะอาด สูตรนี้ผิวคุณจะได้ประโยชน์จากวิตามินซีในมะเขอเทศเพิ่มขึ้นอีกทำให้หน้าใสอมชมพูดเหมือนเด็กค่ะ 

สูตรหน้าขาวใสสูตรที่ 4 ใช้โยเกิร์ต รสธรรมชาติเท่านั้น ขั้นตอนง่ายๆ ล้างหน้าให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้งจากนั้นใช้โยเกิร์ต พอกที่หน้าบางๆ แล้วทิ้งไว้ให้แห้งติดกับหน้าจากนั้นก็ใช้นิ้วขัดโยเกิร์ตที่หน้าประมาณ 2-3 นาที เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าแล้วเช็ดให้แห้ง จากนั้นใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำนม (แป้งจอร์นสันเด็กก็ได้) ขั้นตอนง่ายๆ เพียงเท่านี้ แถมทำได้ทุกวัน ปล.ทำก่อนนอนจะดีที่สุด รับรองหน้าขาวใสไม่ดำคล้ำอีกเลย 

ลองนำสูตรหน้าขาวใสจากโยเกิร์ตนี้ไปทดลองใช้กันดู รับรองว่ากลับมาจากปีใหม่ครานี้จะดำคล้ำแดด ดำคล้ำลมก็เอาอยู่แน่นอน 

ที่มา http://www.bedtaledidea.com/2016/01/14_15.html








เคล็ดลับสำหรับคนอยากเก่งคณิตศาสตร์จากคนที่โง่เลขมาจนถึง ม.6 และใช้เวลา 5 เดือนเรียนด้วยตัวเองจนสอบติดแพทย์


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ก่อนอื่นท้าวความก่อนนะคะน้องว่าพี่ตอนนี้ติดแพทย์แล้วค่ะที่มหาวิทยาลัยภูมิภาคแห่งหนึ่งค่ะ และพี่ก็เป็นคนที่โง่คณิตศาสตร์มากๆ แบบๆ ได้เกรด 1 เกรด 1.5 มาตลอดจนถึง ม.6 ทั้งๆ ที่พี่เรียนสายวิทย์-คณิตมา เสียเงินไปกับการเรียนพิเศษกับสถาบันกวดวิชาต่างๆ นับแสนก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างแต่พี่ก็ยังห่วยอยู่ดี จนถึง ม. 6 ก่อนสอบหมอ 5 เดือนพี่ได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ที่เคยโง่เลขคนหนึ่งแต่ตอนนี้เขาเก่งมาก เขาแนะนำว่า ถ้าน้องเรียนคณิตศาสตร์มาถึงตอนนี้ไม่ง่าน้องจะอยู่ ม. 1 ม. 3 ม. 6 ก็เถอะค่ะ และไม่เข้าใจเลยหรือคิดว่าตัวเองโง่ มาดูวิธีกันค่ะ

1. ย้อนกลับไปอ่านเนื้อหาคณิตศาสตร์ไล่มาตั้งแต่ อนุบาล 1 อนุบาล 2 อนุบาล 3 เลยค่ะ และก็อ่านเนื้อหา ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 พี่อ่านเองตามนี้เลย ขอบอกว่าเข้าใจขึ่นมากๆ !!!!! คณิตศาสตร์มันเป็นเนื้อหาการเรียนที่เรียนข้ามบทไม่ได้เลยค่ะ อยากให้น้องมาร์คข้อความนี้เอาไว้ตัวโตๆ ว่า คณิตศาสตร์ห้ามเรียนข้ามบทเด็ดขาด ถ้าน้องมีพื้นฐานจากบทหนึ่งไม่แน่นเวลาจะไปเรียนบทที่ใช้พื้นฐานอีกเรื่องต่อยอดน้องจะงงและเรียนไม่ได้เลยค่ะ ส่วนหนังสือำอ่านหนังสือของกระทรวงเลยค่ะ อ่านแบบบ้าพลังมาก มีซื้อเองด้วย และก็ซื้อกุญแจคณิตศาสตร์แบบเฉลยมาด้วยค่ะ อายก็อายที่ไปซื้อหนังสือคณิตศาสตร์ของเด็ก ป.1 ป.2 แต่เพื่อความเก่ง พี่ทนได้ค่ะ แบบตอนนั่นมันฮึดมากจริงๆ และน้องต้องทำแบบฝึกหัดในหนังสือด้วยนะคะ ถึงแม้จะบวกลบง่ายๆ แบบ 1+2 = ?, 3-4 = ? แบบง่ายๆ แบบนี้ก็แนะนำให้ทำค่ะ 

2. อ่านจบแล้วก็ตะลุยอ่านเนื้อหาคณิตศาสตร์ ม.1 ม. 2 ม. 3 เลยค่ะ เน้นๆ ได้พื้นฐานจาก ป.1-ป.6 มาเยแะแล้ว เนื้อหาตอน ม.1 - 2 หน่อยค่ะ ตรงจุดนี้น้องจะเอาเนื้อหาตรงส่วนนี้ไปประยุกต์ใช้กับ ม.ปลายเยอะมาก ทั้งเรื่องจำนวยเต็ม แก้สมการ และเรื่องอื่นๆ อีก อ่านให้แม่นๆ เลยค่ะ ห้ามทิ้งเด็ดขาด เนื้อหาส่วน ม.1 - 2 3 พี่อ่านจากหนังสือคู่มือที่สรุปมาให้ที่ขายตามตลาดค่ะ แล้วเอาหนังสือเรียนมาเปิดควบคู่ไปด้วย และทำโจทย์จากในหนังสือนั่นแหละ ซื้อคียร์คณิตเฉลย และเรียนจากเว็บไซต์ฝรั่ง www.karnacademy.com ค่ะ ( ภาษาอังกฤษพี่พื้นฐานค่อนข้างดีมากๆ ค่ะ ไม่เป็นปัญหาในการเรียน ) พี่แนะนำอย่างหนึ่งนะคะถ้าน้องเรียนคณิตศาสตร์เป็นภาษไทยแล้วไม่เข้าใจและน้องมีพื้นฐานภาษาอังกฤษดี พี่แนะนำให้น้องเนียนคณิตศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษเลยค่ะ มันง่ายมากๆ แปลตรงตัว ไม่ซับซ้อนเมื้อโจทย์ภาษาไทยที่พี่อ่านเลย และสื่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในแบบภาษอังกฤษใเยอะมากๆ ละลานตาให้เลือกเรียนตั้งแต่เนื้อหาระดับอนุบาลไปถึงมหาลัยเลยค่ะ 

3. พอมาถึงเนื้อหา ม.4 - ม.5-6 อยากจะบอกว่าเนื้อหาส่วนใหญ่บางเรื่องมาแรกๆ อาจจะงงๆ เพราะมีหลายเรื่องจากของ ม.4 ใช้เป็นพื้นฐานในการเรียนเนื้อหา ม.5, ม.6 ด้งยแต่เชื่อเถอะค่ะน้องได้พื้นฐานแน่นๆ จากเลขเนื้อหา ม.1-3 ป.1-6 มาแล้ว พี่อ่านจากหนังสือกระทรวง Hi speed Math บ้าง และหนังสือพี่นัท ซื้อคีย์คณิตศาสตร์แบบเฉลยมาดูด้วยค่ะ มันจะดข้าใจและเก็ทและจะหัวไวมากๆ ถ้าเราเข้าใจ ตรงนี้พี่อาศัยการเรียนพิเศษด้วยค่ะ พี่เรีบนจตัวต่อตัวกับรุ่นพี่แค่สามบท แคลคูลัส จำนวนเชิงซ้อน ตรีโกณค่ะ และกยืมชีทเพื่อนที่เรียนพิเศษมาทำโจทย์ด้วยจนแม่นๆ ค่ะ ของอาจารย์ ติวเตอร์ดังๆ บ้าง หลังจากตะลุยเนื้อหาส่วนต่างๆ มา 3 เดือนครึ่ง มาถงเดือนกว่าๆ ก่อนสอบ 7 วิชาพี่ทำโจทย์อย่างเดียวแล้วค่ะ 


และสอบเลขเจ็ดวิชาพี่ได้คะแนน 80 กว่าๆ ค่ะ น้องฟังไม่ผิดหรอกค่ะ !!! พี่ได้เท่านี้จริงๆ จากเพียงแค่เวลาห้าเดือนก่อนสอบเจ็ดวิชาที่โง่เลขมาก โง่มาก ๆ ค่ะ ถ้าเราไม่เข้าใจตอนนี้หรือคิดว่าตัวเองโง่ย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่อนุบาลเลยค่ะ ได้ผลมากถึงมากที่สุด อ่านเองก็ยังเข้าใจค่ะ น้องอ่านมาเรื่อยๆ จนผ่านแต่ละระดับชั้นมาน้องจะรู้เลยว่าความคิดน้องมันเป็นระแบบขึ้นมากๆ จำนวนจริง จำนวนเต็มลบ บวกเลขโดด จำนวนเฉพาะ สามารถจับจุดได้แบบรวดเร็วกว่าการมาเรียนคอร์สของ ม.ปลายเลย อันนี้พี่หมายถึงคนที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งคณิตชีวิตนี้ฉันโง่แล้วจริงๆ ไม่มีทางเก่งได้ น้องมีทางเก่งได้ค่ะ ทำตามพี่ๆ เก่งแน่นอนค่ะ วกกลับไปอ่านเลย จริงๆ อยากจะแนะนำอยากมาเขีบนมากแต่ไม่ค่อยมีเวลาค่ะ และอีกอย่างหนึ่งอยากให้น้องรู้ไว้ว่าคณิตศาสตร์คือราชินิของวิทบาศาสตร์ค่ะ อย่างเนื้อหาฟิสิกข์ก็จะใช้วิชาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ไปประยุกต์เยอะมมก ถ้าเราเก่งคณิตและ ฟิสิกข์ เคมี เาจะโอเคไปด้วยเลยค่ะ มันจะต่อยอดไปได้แบบไหลลื่นสุดๆ ค่ะ ในเรื่องที่ต้องใช้การคำนวณ จริงๆ ไม่ต้องไปเรียนพิเศษเลยค่ะ ถ้าเราไม่เข้าใจจริงๆ เรียนแค่บางบทพอ วกกลับไปอ่านตั้งแต่อนุบาลเลย มันได้ผลมาก ไดทผลมากจริงๆ สำหรับเด็กที่ดว่าชาตินี้คณิตศาสตร์กับชั้นคงไปด้วยกันไม่ได้ตลอดชาติแน่นอนๆ แล้วน้องจะเก่งขึ้นเลยค่ะ

และสุดท้ายอยากบอกน้องว่า น้องคะ การทำอะไรเราต้องมีความพยายาใค่ะถึงเนื้อหาจะเยอะหน่อยแต่ถ้าเราตะงใจไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ค่ะ คณิตศาสตร์มันไม่ได้ยากเลยค่ะน้องมันก็แค่เป็นศาสตร์ๆ หนึ่งที่เราต้องเรียนมันอย่างเป็นระบบค่ะ ท่องเอาไว้ ต้องเรียนเป็นระบบ เรียนข้ามบทไม่ได้ไม่งั้นเราจะงงแตกทันทีค่ะ พอเราเรียนเป็นระบบสมองเราก็จะจัดหมวดหู่ความคิดได้ดีขึ้น ณ จุดนี้มันจะทำใฟ้เราๆด้เขเาใจอะไรแบบได้ง่ายมากๆ
ที่มา https://www.dek-d.com/board/view/3177919/

วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

10 อันดับสถานที่มหัศจรรย์ ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลก

สถานที่มหัศจรรย์ 10 อันดับสถานที่มหัศจรรย์ ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลก


  โลกของเรามีสถานที่มากมายที่มีลักษณะพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ ที่เกิดจากการรังสรรค์ของธรรมชาติกินเวลานับหมื่นนับแสนปี ทำให้สถานที่หลายแห่งมีความงดงามและแปลกประหลาดจนแทบไม่อยากจะเชื่อว่าสถานที่แห่งนั้นจะมีอยู่จริงบนโลกใบนี้ แต่จะมีสถานที่ใดบ้างที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสถานที่ที่แปลกสุด ๆ ที่ไม่มีใครคิดว่ามีในโลกนี้กันบ้างวันนี้กระปุกดอทคอมได้นำเรื่องราวเกี่ยวกับ 10 อันดับสถานที่ที่แปลกที่สุดในโลก จากเว็บไซต์ vacationhomes มาฝากกันแล้ว ว่าแล้วก็ลองไปดูพร้อม ๆ กันดีกว่าว่ามีที่ไหนบ้าง

 1. เกาะโซโคตร้า (Socotra Island)

          เกาะโซโคตร้า เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเกาะทั้ง 4 ของประเทศเยเมน ในมหาสมุทรอินเดีย เกาะแห่งนี้เป็นเกาะที่แสนสงบและมีภูมิประเทศ ภูมิอากาศเฉพาะตัว ทำให้เหมาะแก่การเติบโตของพืชสายพันธุ์แปลก ๆ ที่หาชมไม่ได้ที่ไหน เพราะมีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดกว่าพืชชนิดอื่นบนโลก  ซึ่งต้นไม้บางต้นคงอยู่บนเกาะนี้มานานกว่า 20 ล้านปีแล้ว จากความงดงามและความแปลกประหลาดของพืชพรรณชนิดต่าง ๆ เหล่านี้เองที่ทำให้เกาะแห่งนี้ดูราวกับเป็นสถานที่บนดาวดวงอื่น และเกาะโซโคตร้าแห่งนี้ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกแล้ว เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2008

สถานที่มหัศจรรย์ 10 อันดับสถานที่มหัศจรรย์ ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลก


 2.  บ่อน้ำพุร้อนแกรนด์พรีสเมติก (Grand Prismatic Spring)

          บ่อน้ำพุร้อนแกรนด์พรีสเมติก เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน สหรัฐอเมริกา ซึ่งสีสันที่แบ่งเฉดเป็นสีน้ำเงินตรงกลางบ่อและสีส้มที่ขอบบ่อนี้เองที่ทำให้สถานที่แห่งนี้งดงามราวกับอยู่ในเทพนิยาย จนไม่คิดว่าจะมีอยู่บนโลกนี้ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้อธิบายถึงการแบ่งเฉดสีของบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ว่า ขอบบ่อที่เป็นสีส้มนั้นเกิดขึ้นจากแบคทีเรียที่เจริญเติบโตอย่างหนาแน่นบริเวณขอบบ่อ เนื่องจากภายในบ่อนั้นอุดมไปด้วยแร่ธาตุและมีอุณหภูมิที่เหมาะสมนั่นเอง

สถานที่มหัศจรรย์ 10 อันดับสถานที่มหัศจรรย์ ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลก


 3. พามุกคาเล (Pamukkale)

          พามุกคาเล เป็นระเบียงบ่อน้ำพุร้อนที่แสนจะงดงามแห่งประเทศตุรกี ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการเกิดแผ่นดินไหวของโลกในอดีต โดยความงดงามสุดวิจิตรของสถานที่แห่งนี้ก็เกิดขึ้นจากบ่อน้ำร้อนที่อุดมไปด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งเมื่อน้ำพุร้อนระเหยขึ้นมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ไอน้ำก็ทำให้ค่อย ๆ ก่อให้เกิดชั้นของแคลเซียมเกาะบริเวณขอบบ่อจนเกิดเป็นผนังสีขาวขึ้นนั่นเอง

          สำหรับคำว่าพามุกคาลานั้นเป็นภาษาตุรกีอันหมายถึง ปราสาทฝ้าย แต่ในอดีตชนเผ่ากรีก-โรมันที่สร้างเมืองอยู่เหนือสระน้ำแห่งนี้ได้เรียกมันว่า เฮราโพลิส อันหมายถึงเมืองศักดิ์สิทธิ์ ด้วยสรรพคุณในการรักษาบำบัดอาการต่าง ๆ ของบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ ทำให้มันถูกใช้เป็นสปาบำบัดมานานกว่าพันปี แต่ในตอนนี้พามุกคาเลที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วนั้นได้ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวลงไปอาบแช่แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้สถานที่แห่งนี้เกิดความเสียหายขึ้นนั่นเอง

สถานที่มหัศจรรย์ 10 อันดับสถานที่มหัศจรรย์ ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลก


 4. แม่น้ำสีแดง (Rio Tinto River)

          แม่น้ำสีแดง ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสเปน มีต้นน้ำไหลมาจากภูเขาเซียร์ร่า โมรีน่า โดยสำหรับสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของมันนั้นเกิดขึ้นจากแร่โลหะชนิดต่าง ๆ ที่อยู่รอบแม่น้ำสายนี้ ไม่ว่าจะเป็นแร่ทองแดง แร่เหล็ก แร่โลหะ และแร่อื่น ๆ ซึ่งทำให้น้ำในแม่น้ำมีความเป็นกรดสูงมากจนเปลี่ยนเป็นสีแดง เกิดเป็นสถานที่สุดแปลกพิลึกและได้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศสเปนในที่สุด  

สถานที่มหัศจรรย์ 10 อันดับสถานที่มหัศจรรย์ ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลก


 5. ภูเขาโรไรม่า (Mount Roraima)

          ภูเขาโรไรม่า ตั้งอยู่ในเมืองไรโรม่าของประเทศบราซิล ในอเมริกาใต้ บนพรมแดนที่เชื่อมต่อระหว่าง 3 ประเทศ คือ เวเนซูเอลา บราซิล และกายอานา ซึ่งสิ่งที่ทำให้ภูเขาโรไรม่าได้กลายเป็นสถานที่สุดแปลกของโลกก็คือลักษณะของยอดเขาที่แบนเรียบเหมือนกับพื้นโต๊ะ ราวกับธรรมชาติจับปั้น  ล้อมรอบด้วยผาแนวดิ่งสูง 400 เมตร

          และสำหรับนักผจญภัยที่ต้องการไต่เขาลูกนี้เพื่อขึ้นไปชมทิวทัศน์บนยอดเขานั้น หนทางที่ดีที่สุดก็คือการไต่ขึ้นบันไดตามธรรมชาติจากผาฝั่งประเทศเวเนซูเอลา แต่สำหรับนักไต่เขาที่ต้องการความท้าทายมากขึ้นนั้น อาจไต่เขาขึ้นจากผาฝั่งประเทศบราซิล และกายอานา ซึ่งไต่ขึ้นไปได้ยากกว่า

สถานที่มหัศจรรย์ 10 อันดับสถานที่มหัศจรรย์ ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลก


 6. น้ำพุร้อนสีเลือด (Blood Pond)

          ด้วยความงดงามจากการสรรค์สร้างของธรรมชาติที่มีความแปลกไม่เหมือนใครนี้เองที่ทำให้ น้ำพุร้อนสีเลือด หรือ นรกขุมที่เก้าแห่งเบปปุแห่งนี้กลายมาเป็นน้ำพุร้อนที่โด่งดังที่สุดของเมืองเบปปุ จังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชูของญี่ปุ่น ซึ่งสีแดงราวกับเลือดของน้ำพุร้อนแห่งนี้เกิดจากน้ำที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่สูงมากนั่นเอง อย่างไรก็ตามเนื่องจากน้ำมีธาตุเหล็กผสมอยู่มากทำให้น้ำพุร้อนแห่งนี้ไม่เหมาะแก่การลงแช่ หรือใช้อาบน้ำ มันจึงถูกใช้เป็นสถานที่ชมวิวไปนั่นเอง 

สถานที่มหัศจรรย์ 10 อันดับสถานที่มหัศจรรย์ ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลก


 7. ภูเขาช็อกโกแลต (Chocolate Hills)

          สำหรับสถานที่สุดแปลกบนโลกของเราอีกที่หนึ่งคงจะหนีไม่พ้น ภูเขาช็อกโกแลต แห่งเกาะโบโฮล สถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งภูเขานับ 1,268 ลูกที่เรียงรายอยู่นั้นมีลักษณะเป็นรูปทรงกรวยคว่ำเหมือนกัน ทั้งยังมีขนาดที่ใกล้เคียงกันในช่วงความสูงตั้งแต่ 30-50 เมตร อย่างไรก็ดีสำหรับชื่อภูเขาช็อกโกแลตของสถานที่แห่งนี้ มีที่มาจากสภาพของต้นหญ้าสีเขียวที่ขึ้นคลุมภูเขาแต่ละลูกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลในฤดูแล้ง

          นอกจากนี้ ในประเทศฟิลิปปินส์ยังได้มีตำนานหนึ่งที่เล่าถึงต้นกำเนิดของภูเขาช็อกโกแลตด้วยว่า ภูเขาเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลงเหลือจากการต่อสู้กันระหว่างยักษ์ทั้ง 2 ตัว ซึ่งยักษ์ตัวหนึ่งได้ล้มตายจากการต่อสู้นั้น ยักษ์ที่เป็นคู่รักของมันจึงได้ร้องไห้จนหยดน้ำตาหล่นร่วงบนพื้นดินแล้วเกิดเป็นภูเขาแต่ละลูกนั่นเอง

สถานที่มหัศจรรย์ 10 อันดับสถานที่มหัศจรรย์ ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลก


 8. ซาลาร์ เดอ ยูยูนิ (Salar de Uyuni)
          ซาลาร์ เดอ ยูยูนิ เป็นทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่ถึง 10,582 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโบลิเวีย ใกล้ยอดของเทือกเขาแอนดีส ซึ่งชั้นเกลือของสถานที่แห่งนี้เป็นคราบเกลือที่หลงเหลือมาจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีความหนาเป็นเมตร ทำให้ชั้นเกลือเหล่านี้สามารถรองรับน้ำหนักของรถที่แล่นผ่านทะเลเกลือแห่งนี้ได้โดยไม่แตก และนักท่องเที่ยวก็สามารถเดินไปบนชั้นเกลือเหล่านี้เพื่อชื่นชมกับทัศนียภาพสุดอัศจรรย์ของมันได้

          สำหรับภาพที่งดงามที่สุดของทะเลเกลือแห่งนี้จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน ที่ทะเลเกลือจะถูกปกคลุมไว้ด้วยผืนน้ำซึ่งจะสร้างภาพสะท้อนของผืนฟ้าอย่างงดงาม ชนิดที่เราสามารถเห็นฟ้าจรดฟ้าได้เลยทีเดียว

สถานที่มหัศจรรย์ 10 อันดับสถานที่มหัศจรรย์ ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลก


 9. ทะเลสาบโมโน (Mono Lake)

          ทะเลสาบโมโน แห่งรัฐแคลิฟลอเนีย สหรัฐอเมริกาเป็นทะเลสาบที่ไม่มีทางออกสู่มหาสมุทร ทำให้น้ำในทะเลสาบมีความเค็มอยู่มาก ซึ่งปริมาณเกลือในทะเลสาบแห่งนี้เองที่ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของบรรดากุ้ง ในทุก ๆ ฤดูจึงมักจะมีฝูงนกนับพันตัวบินถลาลงมาหากุ้งกินเป็นอาหาร และด้วยความสวยงามของธรรมชาติที่ผสานกับระบบนิเวศเล็ก ๆ นี้เองที่ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ได้ถูกจัดให้อยู่ในทำเนียบสถานที่สุดแปลกของโลก 

สถานที่มหัศจรรย์ 10 อันดับสถานที่มหัศจรรย์ ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลก


 10. ประตูนรก (Hell's Door)

          ประตูนรก แห่งเติร์กเมนิสถาน เป็นหนึ่งในสถานที่ที่รวมไว้ทั้งความแปลกและความน่ากลัว จากสภาพหลุมขนาดยักษ์ ลึกกว่า 70 เมตร ที่มีเปลวเพลิงลุกท่วมตลอดเวลา จนดูราวกับประตูสู่ขุมนรกที่ร้อนระอุ สำหรับประตูนรกแห่งนี้เดิมทีเป็นเหมืองร้างซึ่งมีหลุมขนาดใหญ่ที่มีก๊าซพวยพุ่งออกมา ใน ค.ศ. 1971 คนงานของเหมืองรายหนึ่งจึงตัดสินใจจุดไฟเผาไหม้ก๊าซในหลุม โดยหวังว่าเมื่อก๊าซถูกเผาจนหมด เปลวไฟนั้นจะมอดดับไปเอง โดยที่เขาไม่ทราบเลยว่าแม้เวลาจะผ่านล่วงเลยมานานหลายปี เปลวไฟที่ลุกท่วมหลุมประตูนรกนี้จะยังคงลุกโชนไม่รู้ดับต่อไป

สถานที่มหัศจรรย์ 10 อันดับสถานที่มหัศจรรย์ ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลก


          ช่างเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ของธรรมชาติอย่างแท้จริง ที่สามารถสร้างสรรค์ให้เกิดความแปลกประหลาดอันแสนงดงามเช่นนี้ได้ จึงไม่น่าแปลกเลยที่สถานที่ต่าง ๆ เหล่านี้จะได้ชื่อว่าเป็นที่สุดของสถานที่แปลกที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่บนโลก ว่าแต่ได้เห็นอย่างนี้แล้ว ขาเที่ยวทั้งหลายตัดสินใจได้หรือยังเอ่ยว่าจะเดินทางไปสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ใดดี  


หมายเหตุ: แก้ไขข้อมูลล่าสุด เวลา 10.55 น. ของวันที่ 17 มิถุนายน 2556

ที่มา https://travel.kapook.com/view64391.html
                                      

                                      ฝาแฝดอิน-จัน แฝดมหัศจรรย์ของไทยและของโลก




ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ฝาแฝดอินจัน



อัน-จัน เป็นฝาแฝดแบบตัวติดกันที่เป็นคนไทยคู่แรก ที่ชาวโลกรู้จักกันดี เกิดเมื่อวันที่  11  พฤษภาคม  พ.ศ. 2354 ที่บ้านริมน้ำปากคลองแม่กลอง  ต. แหลมใหญ่  อ. เมือง  จ. สมุทรสงคราม  บิดาชื่อ นายทีอาย เป็นชาวจีน จากแผ่นดินใหญ่  มารดาชื่อ นางนก (มีอาชีพทำการประมง ขณะให้กำเนิดอิน-จัน มีอายุได้  35 ปี)  อิน-จัน มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันรวม 9 คน
     เมื่อแรกเกิด แฝดอิน-จัน มีร่างกายสมประกอบทุกอย่าง เว้นแต่ที่หน้าอกติดกัน มีสะดือเดียว ตอนแรกเกิดร่างทั้งสองสลับหัวกัน ส่วนหน้าอกที่ติดกัน จึงบิดเป็นเกลียวหลายรอบ มารดาของเขาจึงจับหมุนออกให้หันหัว-เท้า อยู่ในทิศทางเดียวกัน  คนที่อยู่ด้านขวา ชื่อ "อิน" คนที่อยู่ทางด้านซ้ายชื่อ "จัน"  แต่ฝรั่งเรียกชื่อทั้งสองเพี้ยนไปว่า "เอ็ง" - "จาง"  แม้ร่างกายที่แฝดติดกันจะเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหวอยู่บ้าง แต่ทั้งสองก็สามารถช่ยเหลือตัวเองได้ และยังว่ายน้ำ พายเรือ แจวเรือได้
     บุคลิกลักษณะนิสัยของอิน-จัน มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง แม้ว่าจะเป็นแฝดติดกัน คือ "อิน" เป็นคนค่อนข้างเงียบ ใจเย็น เจ้าความคิด  ส่วน "จัน" เป็นคนใจร้อน เจ้าอารมณ์ ฉุนเฉียว  ในวัยเด็ก เมื่ออายุได้ 8 ขวบ พ่อของอิน-จัน เสียชีวิตลอง  อิน-จัน จึงต้องมีหน้าที่ช่วยแม่ทำงาน เลี้ยงเป็ด ขายไข่ จนปี พ.ศ. 2372 อิน-จัน มีอายุได้ประมาณ 18 ปี กัปตันคอฟฟิน และนายโรเบิร์ต  ฮันเตอร์ เจ้าของโรงมหรสพ เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ได้ขอตัยแฝดอิน-จัน จากมารดา เพื่อนำไปแสดงโชว์ ที่โรงมหรสพของเขา โดยอ้างกับมารดาเขาว่า เพื่อแนะนำให้ชาวโลกได้รู้จัก ซึ่งนางนกผู้เป็นแม่ก็ตกลง และได้รับเงิน 1,600.- บาท เป็นค่าตอบแทน แฝดอิน-จัน ได้ถูกนำไปเปิดการแสดงโชว์ตัวตามประเทศต่าง ๆ จนทำรายได้ให้กับกัปตัน และนายโรเบิร์ต  ฮันเตอร์ เป็นอย่างมาก เมื่อเขาทั้งสองไปแสดงที่ใด จะได้รับความสนใจเป็นอันมาก จนได้รับการขนานนามว่า "สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก"
     ต่อมาในปี พ.ศ. 2375 แฝดอิน-จัน ได้แยกตัวออกมาจากคณะมหรสพ เนื่องจากทนถูกเอาเปรียบจากค่าจ้างแรงงานไม่ไหว และออกมาเปิดการแสดงเองโดยอิสระ ทำให้มีรายได้จากการแสดงจนมีฐานะร่ำรวย จนสามารถซื้อที่ดินทำไร่ทำนา ปลูกบ้าน เป็นของตัวเอง บนเนื้อที่ 150 เอเคอร์ ที่ซื้อมาในราคา 300 ดอลลาร์ ที่เมืองแทรปฮินส์  และเขาได้ใช้นามสกุลว่า "บังเกอร์" ของเฟรดและวิลเลี่ยม บังเกอร์ ที่คู่แฝดทั้งสองนับถือ ต่อมาเขาได้หยุดการแสดงโชว์ และหันไปทำไร่ยาสูบจนประสบความสำเร็จ มีฐานะร่ำรวยขึ้น จนเมื่อายุได้ 31 ปี อิน-จัน ก็ได้พบรักและแต่งงานกับสองสาว คือ อิน  บังเกอร์ กับ มิสซาร่า  เยสท์ อายุ 20 ปี และ จัน  บังเกอร์ กับ มิสอาดิเลด  เยสท์ อายุ 19 ปี โดยทั้ง 2 คู่ ได้ทำพิธีแต่งงาน ที่โบสถ์เมธอดิสท์ โดยบาทหลวงเดวิสเป็นผู้ประกอบพิธีให้ เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2386


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ฝาแฝดอินจัน


ที่มา http://allknowledges.tripod.com/inchantwin.html

22 ข้อห้ามทางไสยศาสตร์






เป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม
1.ห้ามผิวปากเวลากลางคืนเชื่อว่าจะโดนคุณไสยที่ล่องลอยอยู่
2.ห้ามโพกหัวหรือสวมหมวกในวัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เชื่อว่าหัวจะล้าน
3.ห้ามบ้วนน้ำลายลงโถส้วมเชื่อว่าวาจาจะเสื่อม

4.ห้ามนั่งบนขั้นบันไดเพราะผีบ้านผีเรือนไม่ชอบ

5.ห้ามนั่งบนหมอนเชื่อว่าคาถาจะเสื่อม

6.ห้ามเล่าความฝันในขณะทานข้าวเชื่อว่าแม่โพสพท่านไม่ชอบ 
7.ห้ามเดินข้ามหนังสือเพราะเชื่อว่าจะเรียนไม่จำ

8.ห้ามนุ่งผ้าเปียกเข้าบ้านเพราะเชื่อว่าผีไม่กลัวและจะทำให้ปวดท้อง

9.ห้ามหญิงมีครรภ์ห้ามไปงานศพ เพราะจะมีวิญญาณติดตามมา

10.ห้ามดมดอกไม้ที่จะนำไปถวายพระเชื่อกันว่าจมูกจะเป็นไซนัสหรือริดสีดวงจมูก
11.ห้ามหลับเวลาฟังพระเทศเชื่อว่าชาติหน้าจะเกิดเป็นงู
12.ห้ามเอาของคืนเมื่อให้ผู้ใดไปแล้วเชื่อว่าจะเป็นเปรต(นอกจากให้ยืม)
13.ห้ามกวาดขยะกลางคืนเชื่อว่าผีไม่คุ้มและกวาดทรัพย์ออกหมด

14.ห้ามตัดเล็บกลางคืนเชื่อว่าอายุจะสั้น

15.ห้ามลอดไม้ค้ำต้นกล้วยและไม้ค้ำบ้านและห้ามลอดราวผ้าและห้ามลอดใต้แขนคนอื่นเพราะจะทำให้ของ
เสื่อม
16.อย่าให้ใครข้ามหัวเพราะจะทำให้อาคมเสื่อมและของทุกอย่างเสื่อม

17.ห้ามด่าแม่ผู้อื่นเพราะสาริกาลิ้นทองจะเสื่อม

18.คนสักยันต์ห้ามกินฟักแฟงบวบน้ำเต้าและปลาไม่มีเกล็ดเพราะเชื่อว่าหนังจะไม่เหนียว

19.หากไปในที่สถานที่แปลกๆห้ามทักเมื่อได้ยินเสียงแปลกๆเพราะเชื่อกันว่านั่นคือคุณไสย หรือของไม่ดีหาก
ใครทักจะเข้าตัวทันที

20.ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตกเพราะเชื่อว่าวิญญาณจะออกจากร่าง(อีกอย่างหนึ่งเป็นทิศที่หันหัวของคนตาย)
21.ห้ามขึ้นบ้านวันเสาร์ เผาศพวันศุกร์ โกนจุกวันอังคาร แต่งงานวันพุธ เพราะเป็นอัปมงคล

22.ห้ามเคาะจานข้าวเวลารับประทานอาหาร โบราณท่านถือว่า ห้ามเคาะจานข้าว เพราะจะเป็นการเรียนวิญญาณที่พเนจร เมื่อได้ยินเสียงเราเคาะจาน ก็จะพากันมาแย่งเรากินข้าว กินอาหารคาวหวานท่านต้องเคยเห็นเวลาเราไหว้ศพหรือไหว้วันสำคัญ เราจะจัดชุดสำหรับพวกผีไม่มีญาติ และทำพิธิเรียกมากิน โดยใช้การเคาะถ้วยชาม ดังนั้นผู้ใหญ่จึงถือมาก ห้ามลูกหลานเคาะจานชามเวลากินข้าว

ที่มา https://www.dek-d.com/board/view/2676651/